ระบบความเชื่อ “ศิลป์ พีระศรี” : ศาสนา อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ทางสัญลักษณ์




        ศิลป์ พีระศรี  หรือ Corrado Feroci  ศิลปินชาวฟลอเรนซ์เข้ามาทำงานศิลปะในราชสำนักในยุครัชกาลที่ 6 และยังได้วางรากฐานทางศิลปะตลอดจนบุกเบิกการเรียนการสอนในศิลปะสมัยใหม่สำหรับประเทศไทย  ศิลป์ พีระศรี มิได้เพียงวางรากฐานของงานช่างศิลป์เท่านั้น หากแต่คำสอนรวมถึงความรู้สึกผูกพันของบรรดาสานุศิษย์กลับได้รับการถ่ายทอดและส่งต่อกันไปรุ่นสู่รุ่น  ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ลูกศิษย์ที่ทันเรียนกับอาจารย์ศิลป์แล้วจบไปเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในวงการศิลปะสมัยใหม่ และได้นำเอาความเคารพในคำสอนและตัวบุคคลนี้มอบให้แก่นักเรียนศิลปะที่จะจบไปเพื่อเข้าสู่เครือวงวารแห่งศิลปะ  ศิลปิน 
         ด้วยนักเรียนศิลปะที่มีอิทธิพลต่อวงการนี้ ล้วนเกิดจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะจุดแรกเริ่ม การผลิตและถ่ายทอดอุดมการณ์หรือค่านิยมต่างๆ  แล้วส่งต่อเป็นแบบแผนของความเชื่อทางวัฒนธรรมของแวดวง/สังคม/องค์กร  ในข้อเขียนนี้จึงจะกล่าวถึงรูปแบบ "ความเชื่อ" ศิลป์  พีระศรีในเชิงพิธีกรรมในฐานะที่พิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งในการธำรงสังคมตามแนวคิดของอีมิล เดอไคม์ (1958- 1817) และตีความสัญลักษณ์ในบริบทวัฒนธรรมองค์กรแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะเผยให้เห็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคมภายในรั้วมหาวิทยาลัย

          ข้าพเจ้าจักไม่ขอกล่าวถึงสถานะ “นักบุญ”  หรือ  “เทวดา”  หรือ  “ปูชนียบุคคล” ในฐานะของ “ศักดิ์สิทธิ์” ของตัวศิลป์ พีระศรี  ที่ถูกเหล่าสานุศิษย์หรือสาวกได้คัดสรรและสร้างขึ้น  ด้วย ธนาวิ  (ธนาวิ โชติประดิษฐ์. 2559 มองไปทางไหนก็เห็นแต่เทวดา, http://readjournal.org/contents/thanavi14/) ได้อธิบายชัดเจนในงานของเขาแล้ว ข้อเขียนชิ้นนี้จะมิกล่าวถึงมาก แต่จะทำความเข้าใจใหม่ๆ ถึงใต้พื้นผิวของโครงสร้างที่ถูกฉาบไว้ให้  “ศาสดาศิลป์”  ทำไม "ศิลป์" ยังคงความเป็น “นักบุญ”  หรือ  “เทวดา”  ในแวดวงศิลปะ

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี | TruePlookpanya
ศิลป์ พีระศรี
1. พื้นผิวบนโครงสร้าง      

       สังคม คือ การที่บุคคลตั้งแต่ 2 บุคคลขึ้นไปอยู่/ทำงานร่วมกัน  โดยมีเป้าหมาย/วัตถุประสงค์อันเดียวกัน  หรือมีความเชื่อมโยงเป็นระเบียบแบบแผน  ในแง่นี้  “องค์กร” และ “สมาชิกในองค์กร”  มีความหมายในทางเดียวกับสังคมและสมาชิกในสังคม   (มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระสืบเนื่องมาจากการบุกเบิกโดยคนกลุ่มแรกๆ ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ ศิลป์  พีระศรี  ข้าพเจ้าจึงอยากดำเนินการชำแหละร่องรอยของการทำให้ ศิลป์ เป็นเสมือนพระเจ้าโดยยึดเอาอัตวิสัยหรือมุมมองของตนเป็นที่ตั้งในการอ่าน  วงเล็บนี้จึงเป็นกรงขังทางความคิดที่ข้าพเจ้ามิปรารถนาให้ลุกลามไปยังข้อเท็จจริงจากข้อมูล  จากสายตาแรกที่ปรากฏคือช่วงเวลาที่ปัจเจกหนึ่งๆ จากสังคมอื่นๆ  หรือผู้ที่ไม่เคยสัมผัสแวดวงศิลปะ  การเข้ามาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นการล่วงล้ำเข้ามายังปริมณฑลทางความคิดเหล่านี้  ในคลองจักษุแรก  “คำโปรย”  หรืออาจเรียกว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ คือ Motto ง่ายๆ  “ศิลปะ ยืนยาว  ชีวิตสั้น”  มาประกบกับคำถามและความคิดบางอย่างตั้งแต่ก้าวย่างเข้าสู่พื้นที่ทางความคิด  ซึ่งเป็นจุดแรกในการหล่อหลอมและขัดเกลาทางสังคม  ลำดับต่อมา คือ การรับน้องในรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าสู่ระบบรุ่น หรือระบบอาวุโส  การให้ร้อง/ให้ฟัง  เพลงมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับศิลป์  ยิ่งตอกย้ำการกระทำและความคิดถึงคุณูปการณ์ของศิลป์ยิ่งขึ้น  และท้ายที่สุดคือช่วงพิธีกรรมใหญ่  คือ  วันอาจารย์ศิลป์  15  กันยายน ของทุกปีเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญทางความคิดที่รวมเอาผู้คนที่เชื่อ/ศรัทธาในตัว ศิลป์/ศิลปากร  มารวมตัวกัน  ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าเป็นการธำรงสังคมอย่างหนึ่งในทัศนะของเดอไคม์  ซึ่งข้าพเจ้าจะอธิบายอีกที  ทั้งหมดในวงเล็บนี้จะมีสัญลักษณ์บางประการร่วมกัน  ได้แก่  รูปของคำสอนที่เป็นวรรคทอง  และ  บทเพลงในพิธีกรรม)
             1.1 วันที่ 15 กันยายนบนสายตา Durkheim
             Emile Durkhreim (1858 - 1917) แบ่งสังคมออกเป็น 2 พื้นที่  คือ  พื้นที่ทางโลกและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งอาจเป็นทั้งพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางความคิด  ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะสร้างความเบิกบานพื้นที่นั้นอาจมี Totem หรือสัญลักษณ์ที่บูชาร่วมกันเป็นสัญลักษณ์ความเป็นปึกแผ่น "พิธีกรรม" จะเกิดในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ และพิธีกรรมก็จะสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสังคมให้เกิดขึ้น  Totem ตามกรณีนี้คือ รูปปั้น/อนุสาวรีย์  ศิลป์  พีระศรี  ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานภายในมหาวิทยาลัยศิลปากรวังท่าพระ  และงานรำลึกถึงเขาในวันที่ 15 กันยาบนของทุกปี ก็มีการจุดเทียนและร้องเพลง Santa Lucia หรือเพลงศิลปกรนิยมอยู่ในบริเวณนั้นในบรรยากาศการห้อมล้อมของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “เด็กศิลปากร”           
      (พิธีกรรมนี้มีผลกระทบถึงหลายสิ่งหลายอย่างในโครงสร้างองค์กรอย่างยิ่ง  ได้แก่ ในทางการบริหาร  ผู้บริหารสามารถผลิตซ้ำค่านิยมเกี่ยวกับความบริสุทธิ์และต้นตำรับ (origin) ของวงการศิลปะเพื่อดึงดูดผู้สนใจเข้ามาเรียน  ซึ่งสัมพันธ์กับการศึกษาทางศิลปะภายใต้กรอบแบบศิลปากร  ในทางเศรษฐกิจยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อสินค้าภายใต้แบรนด์ศิลป์ พีระศรี  และศิลปากร เช่น  เสื้อยืด  กระเป๋าผ้า  แก้วน้ำ  เป็นอาทิ  ได้รับการผลิตและซื้อขายกันอย่างคึกคัก  ในด้านความสัมพันธ์ทางครอบครัวอาจเรียกได้ว่าเป็นการนับญาติ “แบบขยาย”  ที่ปรากฏในสังคม  (การเรียกพี่ น้อง ระหว่างสมาชิกภายในศิลปากร)  ก็เป็นส่วนที่ถูกขับเน้นในช่วงพิธีกรรมนี้เอง)

           1.2 ภาพประกบคำ  สัญลักษณ์ของสาวกศิลป์  พีระศรี
              สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในงาน  คือ  ภาพคัทเอาท์  หรือจิตรกรรมบนกำแพงที่เกี่ยวกับศิลป์  พีระศรี  ซึ่งถูกวาดโดยนักศึกษาปัจจุบันของคณะจิตรกรรม ประติมากรร และภาพพิมพ์  ในแต่ละชั้นปี  สิ่งที่พ่วงเข้ามาคือ  “คำสอน อ.ศิลป์”  ที่แต่ละปีจะถูกเขียนประดับไว้เหนือเวทีหน้าอาคารหอประชุม  (ปี 2558  ได้แก่คำว่า “พวกเธอต้องเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ก่อน  แล้วจึงเรียนศิลปะ)  สัญลักษณ์เหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจในความสำคัญอย่างยิ่งต่อมหาวิทยาลัย  แม้ว่าปัจจุบันศิลปากรจะไม่ได้สอนเฉพาะศิลปะ  แต่การสร้างงานเช่นนี้เผยให้เห็นถึงโครงสร้างทางอำนาจ  
        (ข้าพเจ้านึกถึง การสร้างหลักสูตรสังคมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่จะใช้กับนักเรียนทั่วประเทศ แต่เน้นหนักที่คำสอนทางพระพุทธ  รวมถึงพยายามตอกย้ำความพอเพียงในฐานะคำสอนของศาสดา  โดยมิได้คำนึงถึงความหลากหลายของกลุ่มที่ซ้อนกลุ่ม  ทำให้เห็นว่าในกลุ่ม/องค์กร/สังคมของศิลปากรมีหลากหลายกลุ่มก้อนตามแต่อัตลักษณ์ของคณะ/สาขาวิชาตน  ทว่าการครอบงำภายใต้ชื่อ ศิลปากร  ต้องเป็น  ศิลป์  พีระศรี  ที่ให้กำเนิดคณะจิตรกรรมเท่านั้น  มันจึงเป็นการนำคำสอนของบุคคลที่มีพระคุณต่อกลุ่มย่อยหนึ่งๆ ครอบงำ (Dominate) กลุ่มย่อยอื่นๆ จนเสมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของตน  เมื่อข้าพเจ้ามองที่พิธีกรรมจะเห็นความเป็นกลุ่มก้อนและสัมพันธภาพของกลุ่มศิลปากร เมื่อแทรกลงใต้พื้นผิวของพิธีกรรมนี้ผ่านภาพและคำสอนของศิลป์  จะเห็นการ Dominate เจือปนอยู่)
          1.3 เสียงงึมงำในแสงเทียน
       อย่างที่กล่าวไว้ในช่วงต้นว่า เพลง Santa Lucia  เป็นเพลงที่ที่ถูกกล่อมเกลาให้ร้อง/ฟัง มาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ปริมณฑลทางความคิดแบบศิลปากร  ในช่วงพิธีกรรมวันที่ 15  กันยายน  การจุดเทียงสว่างไสวทั่วลานอาจารย์ศิลป์พร้อมกับขับร้องเพลง Santa Lucia ถือเป็นช่วงพิธีกรรมที่จะนำไปสู่เปลี่ยนผ่านของพิธีกรรม  หากไล่เรียงลำดับ คือ  การเข้ามาเดินชมการออกร้านและกิจกรรมต่างๆในช่วงเช้าและบ่าย  คือ  การเป็นชายขอบ  นั่นคือ แม้จะอยู่ในพื้นที่รั้วมหาวิทยาลัย  แต่ผู้คนมากมายไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็น “เด็กศิลปากร”  หรือไม่  เมื่อเข้าสู่ช่วงพิธีกรรมคือการร้องเพลงนี้จะเกิดสภาวะที่ทุกคนถูกสลายใต้พื้นที่และบริบทของกิจกรรม  สภาวะที่เกิดขึ้นจะถูกลืมชั่วขณะเพื่อนำไปสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสุดท้าย คือ คอนเสิร์ตและงานรื่นเริง  ฉะนั้นผู้เข้าร่วมพิธีกรรมจึงเลือกที่จะจำในบางช่วง  และลืมในบางช่วง ซึ่งช่วงพิธีกรรมจะถูกจดจำเพราะเป็นความทรงจำหมู่ที่ประสบการณ์เกิดร่วมกัน  เพลงจึงเป็นสัญลักษณ์ของการหลอมรวมความหลากหลายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงชายขอบ  เพลงถูกสร้างเป็นเครื่องมือเพื่อเหตุนี้

          ที่กล่าวไปข้างต้นคือ สัญลักษณ์ ทางที่พิธีกรรมที่ข้าพเจ้าพยายามถอดออกมาด้วยอัตวิสัย  กล่าวโดยสรุปคือ ในกลุ่ม/สังคม/องค์กร  ของสิลปากรนั้นมีความแตกต่างกันไปตามแต่ปัจเจกบุคคล  คณะวิชา  จนถึงวิทยาเขต  แต่พิธีกรรมในวันที่  15  กันยายน  คือ  ภาพโครงสร้างของการหลอมให้กลายเป็นหนึ่ง  การจะเห็นซึ้งถึงความแตกต่างนี้จึงต้องขัดถูพื้นผิวแล้วสำรวจลงไปในตัวสัญลักษณ์ที่ปรากฏจึงเห็นและสามารถจำแนกส่วนย่อยได้ว่า  มีคณะจิตรกรรมฯ  ที่ อ.ศิลป์ บุกเบิกเป็นหลักก่อนแตกแขนงออกเป็นคณะวิชาต่างๆ ยิบย่อย  แต่ในการสำรวจซึ่งความคิดของข้าพเจ้าเองอาจจะต้องวิภาษณวิธีอีกหน  ด้วยคำถามที่ว่า  แล้วเพราะเหตุใดกลุ่มย่อย/คณะ/สาขา/วิทยาเขต  จึงยินยอมให้การครอบงำนี้เกิดขึ้น?

ในเวลา 20.00 น.จะมีพิธีจุดเทียนเพื่อรำลึกถึงท่านอาจารย์ศิลป์พร้อมกันทั้งมหาวิทยาลัย
พืธีกรรมจุดเทียนรำลึวันอาจารย์ศิลป์ 15 ก.ย. ของทุกปี
ที่มาภาพ : https://scontent.fbkk2-8.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/302294_126911467409393_1914961975_n.jpg?_nc_cat=103&_nc_sid=a61e81&_nc_eui2=AeE1FdaXYuIgTIktZpy0J3B60M060NKoaUPQzTrQ0qhpQzsVo4G9wnih1M2Yamnvzkwj-SkMEdpVuBxUFTAfIMz5&_nc_ohc=bHfqqAqVwm8AX9rGLJo&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.fna&oh=6b410ed6002c3d74efa7a0ba452419ca&oe=5EECC3FA

2.  ศาสนาสมัยใหม่ของชนชั้นกลาง
          ความเชื่อในศิลป์  พีระศรี  อาจมองได้ว่าเป็นการพยายามสร้างสำนึกร่วมของกลุ่ม  จนกลายเป็น Totem ของศิลปากร  แต่กระบวนการยอมรับและคล้อยตามนั้นผูกติดกับค่านิยมเกี่ยวกับศิลปะ  ชนชั้น  และสถาบันการศึกษาอย่างเสียมิได้  ธเนศ วงศ์ยานนาวา (2552. ศิลปะกับสภาวะสมัยใหม่ : ความขัดแย้งและความลักลั่น. กรุงเทพฯ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) กล่าวว่าศิลปะเป็นเรื่องของชนชั้นกลาง  อำนาจต่างๆ ที่มีบ่อเกิดจากค่านิยม และความปรารถนาประกอบคู่กับศิลปะจึงผูกติดกับเรื่องชนชั้น ซึ่งศิลปากรเป็นพื้นที่ทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ทำให้ปัจเจกสามารถขับเคลื่อนไปสู่สถานะของชนชั้นกลางได้  ศิลปากรจึงนำเอาศิลป์  พีระศรี  ในฐานะภาพแทนของศิลปะมายกระดับสถาบันให้มีคุณค่าในสายตาของชนชั้นกลาง ผู้ซึ่งสามารถเข้ามาเสพ/ซื้อ/เรียนในบริการของตนได้
          (หากพิจารณาตามบริบททางประวัติศาสตร์  ในยุคหนึ่งศิลปากรถูกสร้างขึ้นจากความคาดหวังของขนชั้นนำที่จะใช้งานศิลปะสร้างภาพพจน์ “ความเจริญของประเทศ”  นั่นคือชนชั้นกลางมีแนวโน้มทางค่านิยมไปนัยนี้  หากกล่าวโดยเปรียบก็คือ  ศิลปากรจะไม่มีทางเท่าเทียมหรือได้รับการนับถือเท่ากับมหาวิทยาลัย/สถาบันที่เป็นของดั้งเดิม  อย่างเช่น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หรือเกษตรศาสตร์  หากไม่หยิบจับเอา/หาแก่นเพื่อสร้างตัวตน/สำนึกร่วมขึ้นมาผ่านบริบททางศิลปะ  โดยใช้ศิลป์ พีระศรีผู้สัมพันธ์โดยตรงกับประวัติศาสตร์ของตนและประวัติศาสตร์ศิลป์ร่วมสมัยเป็นเครื่องมือยกระดับนั้น)
          อาจกล่าวได้ว่า  การดำรงอยู่ของศาสดา  “ศิลป์ พีระศรี”  เป็นความต้องการสร้างสำนึกร่วมของทั้งปัจเจกที่เป็นชนชั้นกลาง  และปรารถนาจะเป็นชนชั้นกลาง  ปะทะกับความต้องการใช้เป็นเครื่องมือของผู้บริหารมหาวิทยาลัย  การครอบงำดังที่กล่าวมาก็เป็นการโอนอ่อนอยู่ในที  ชุดความเชื่อของศิลป์ พีระศรีจึงดำรงอยู่เมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรดำรงอยู่  ไม่มีทางสูญสลายหากสถาบันนี้ยังดำรง  เหมือนสังคมในมุมมองของเดอร์ไคม์  ว่าหาก Totem และพิธีกรรมยังอยู่  สังคมก็ยังไม่เสื่อมสูญ  เป็นการแปรผันตรงและผกผันในคราวเดียว  อนึ่งการดำรงอยู่ก็ประกอบกับค่านิยมทางสังคมที่ใหญ่กว่าระดับมหาวิทยาลัยที่ยังเชื่อว่าศิลปะคือการยกระดับชั้นของตนให้ดูทันสมัย  ศาสนาศิลป์ พีระศรี  จึงเป็นเรื่องของความทันสมัยในทีเช่นกัน

          กล่าวโดยสรุป คือ  ศิลป์ พีระศรี  ดำรงอยู่ในฐานะความเชื่อ เทวดา และศาสดา  มีพิธีกรรมที่สำคัญ คือ วันที่ 15 กันยายน  เพื่อบูชา Totem (ศิลป์ พีระศรี)  ตามแนวคิดของเดอร์ไคม์  และเมื่อจำแนกสัญลักษณ์ซึ่งข้าพเจ้าแบ่งเป็นสองอย่าง คือ ภาพและคำสอน  กับ  เพลงในพิธี  จะเห็นได้ว่าทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของการรวม   การรวมสื่อถึงนัยยะของความหลากหลายในที  และด้วยความหลากหลายนี้ทำให้เห็นว่าตัวพิธีกรรมมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการครอบงำผู้คนจากหลากหลายกลุ่มด้วยค่านิยมทางศิลปะซึ่งเป็นของชนชั้นกลาง  แสดงภาพการครอบงำโดยตรงแต่กลับได้รับการยอมรับ  หรือเป็นความรุนแรงที่อ่อนโยนในที  ดังนั้นการดำรงอยู่ของความเชื่อชุดนี้จึงสัมพันธ์กับการมีอยู่ของสังคม  หรือศิลปากร  ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นตัวแทนกันและกันผ่านสิ่งที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ทั้งหมด.

Imatge
ลานอาจารย์ศิลป์ วันที่นักศึกษาจัดกิจกรรมทางการเมือง #วังท่าพระไม่สายลมแสงแดด
ที่มา : ฐานิส สุดโต และ ธนทัต จันทารักษ์ / THE STANDARD จาก https://pbs.twimg.com/media/ERtgtsrVUAAn-pF?format=jpg&name=large



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Praxis/Practice ว่าด้วย “ปฏิบัติการ”

Dark Anthropology