Dark Anthropology
เมื่อเราต้องหันมาศึกษาผู้กดขี่
Sherry B. Ortner (2016) ได้เสนอคำว่า Dark anthropology จากการเคลื่อนกระบวนศึกษาตั้งแต่ยุค 1980 ซึ่งทางทฤษฎีและงานชาติพันธุ์วรรณาเคลื่อนตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจตามระเบียบของ “เสรีนิยมใหม่” ในบริบทของสังคมอเมริกัน ซึ่งผมมองว่ามันสามารถอธิบายปรากฏการณ์ของระเบียบโลกเสรีนิยมใหม่ของทั่วโลกได้อย่างกว้างขวางการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางส่งผลต่อปฏิบัติการต่อต้านอำนาจการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการต่อต้านจากผู้ด้อยอำนาจ เข่น ชนพื้นเมือง แรงงาน สตรี เป็นต้น
ในขณะเดียวกันมีสิ่งหนึ่งที่ท้าทายการศึกษาสังคมในบริบทเสรีนิยมใหม่เป็นอย่างมาก คือ การมองไปยังด้านมืดของสังคม กลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มผู้นิยมรัฐอิสลาม กลุ่มนีโอนาซี ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวพันธ์โดยตรงกับการกดขี่ชนชายขอบที่นักมานุษยวิทยามักจะไม่ยืนข้างคนเหล่านี้
แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการมีอยู่ของคนเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอันถาโถมของเสรีนิยมใหม่ และเราควรทำความเข้าใจมัน แม้จะยากเย็น อันตราย และเต็มไปด้วยข้อต่อรองทางการเมืองผู้อยู่รอดจากภัยอันตรายของผู้เข้าไปศึกษาวิจัยเองด้วย
การเข้าสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ในเวลาและสถานที่ต่างกันสร้างความหลากหลายและปั่นป่วนมาก การพัฒนาอย่างแข็งขันเกิดในส่วนต่างๆ ของโลก นักมานุษยวิทยาก็เริ่มบันทึกการการเปลี่ยนแปลงจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ ทั้งในเชิงการสร้างสรรค์ และการต่อต้านลัทธินี้ ในบทความเรื่อง Dark anthropology
เชอร์รี่ ออธเนอร์ เขียนทบทวนงานทั้งสรรค์สร้างและต่อต้านจากฉากหลังของกรณีชาวอเมริกัน ในช่วงเวลาที่เธอมองว่ามีสภาพ “มืดมิด” ของเสรีนิยมใหม่
โดย ก่อนหน้านี้ ออธเนอร์ (1984) ได้เสนอว่าในการศึกษาสังคมอเมริกา ตกอยู่ใต้แนวคิดสำคัญ 2 สาย คือ 1) สายวัฒนธรรมศึกษา นำโดย คลิฟฟอร์ด เกียซ (1973) และลูกศิษย์ของเขา โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมคือสิ่งที่มอบความหมายและคุณค่าแก่ผู้คนในกลุ่มชนนั้นๆ ซึ่งนักมานุษยวิทยาสามารถเข้าไปศึกษาและทำความเข้าใจมันได้จากการภาคสนามและพรรณา (thick describtive) และ 2) สายมาร์กซิส หรือนักวัตถุนิยม นำโดย อีริค วูฟ (1982) ที่สนใจการมีชีวิตที่ถูกสร้างท่ามกลางพลังอำนาจทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และพลังอำนาจทางการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก
มุมมองของนักวัฒนธรรมนิยม และพวกนิยมมาร์กซในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ในสหรัฐอเมริกา เป็นเวลาเดียวกันและทับซ้อนกับรูปแบบการวิจารณ์แนวใหม่ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง การวิพากษ์ที่ให้ความสำคัญกับการตั้งคำถามต่ออำนาจ ความไม่เท่าเทียม การครอบงำ และการหาประโยชน์จากสมาชิกในสังคม สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการเพิ่มขึ้นของวรรณกรรมหรือการศึกษาเชิงอำนาจจำนวนมากที่เกิดในยุคนี้
ประเด็นที่หลากหลายทั้งในเรื่องของการศึกษาแบบสตรีนิยม แบบอาณานิคม หรือหลังอาณานิคม พวกเขามักมองข้ามประเด็นปัญหาของอีกพวกหนึ่ง เช่น พวกสตรีนิยมไม่สนใจปัญหาเชิงเชื้อชาติหรือเศรษฐกิจ พวกเศรษฐศาสตร์การเมืองหรือพวกอาณานิคมนิยมก็ไม่สนใจเรื่องเพศ แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นร่วมกันคือ ความสนใจกับประเด็นเรื่องอำนาจและความไม่เสมอภาค ซึ่งเริ่มสักที่ใดที่หนึ่งในทศวรรษที่ 1980
คำถามของอำนาจและความไม่เท่าเทียมกันได้มาครอบครองภูมิทัศน์ทางทฤษฎีในระดับของ “บรรพบุรุษ” ทางทฤษฎี (Marx Weber ฯลฯ) การวิจัยร่วมสมัยในประเด็นเช่น ลัทธิล่าอาณานิคม, หลังล่าอาณานิคม, เสรีนิยมใหม่ สังคมชายเป็นใหญ่ ความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติ ฯลฯ ออธเนอร์มองแนวโน้มการศึกษาสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นการเพิ่มขึ้นของการศึกษาแบบ “มานุษยวิทยามืด” นั่นคือมานุษยวิทยาที่เน้นมิติที่โหดร้ายของมนุษย์ จากประสบการณ์และสภาพโครงสร้างและประวัติศาสตร์ที่ทำให้ความโหดร้ายเกิดขึ้น
ออธเนอร์พูดถึง “บรรพบุรุษทางทฤษฎี” โดยเฉพาะพวกมาร์ก เวบเบอร์ และเดอไคม์ ว่ามีการคลี่คลายไปมาก และเมื่อมีการตั้งคำถามกับอำนาจและความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะผลงานของมาร์กซ์และฟูโกต์ได้กำหนดแนวทางและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนไปสู่ ”ทฤษฎีมืด” ทฤษฎีที่ขอให้เราเห็นโลกเกือบทั้งหมดในเงื่อนไขของอำนาจการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เท่าเทียม บางส่วนของ Foucault นับเป็นงานแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดของแนวคิดเรื่องพลังอำนาจนี้ เป็นทฤษฎีที่ทำให้เห็นโลกที่พลังอำนาจมีอยู่ในทุกรอยแยกของชีวิต แน่นอนว่าความคิดของเขาพัฒนาไปตลอดเส้นทางอาชีพของเขา
อย่างไรก็ตาม ออธเนอร์มองว่ามันยุติธรรมที่จะบอกว่าพวกนิยม Foucault เป็นพวกที่มีแนวคิดที่ Dark เพราะมันเสนอสาแหรกของพลังอำนาจของรัฐหลายรูปแบบ ทฤษฎีมานุษยวิทยาสังคมวัฒนธรรมของพวกเขามีจุดร่วมเดียวกันที่เคารพในแนวคิแบบมาร์กซ์
ในการเล่นทฤษฎีมานุษยวิทยาของมาร์กซที่เน้นความ “มืด” จะมองเรื่องการปรับขนาดหรือการเพิ่มระดับของความร่ำรวยและอำนาจของคนที่รวยอยู่ก่อนแล้ว และความยากจนที่เพิ่มขึ้นและหมดโอกาสในการขยับเคลื่อน ประกอบกับการขยายตัวของระบบทุนนิยมโลกอย่างไม่หยุดยั้งในฐานะที่โหดร้าย รวมถึงการจัดการการก่อตัวทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่แทรกซึมเป็นเส้นเลือดฝอยในทุกอณูของชีวิต
บรรพบุรุษของทฤษฎีได้เปลี่ยนไปสู่ “ทฤษฎีมืด” ดังนั้น หลักฐานในการศึกษาและวัตถุทางสังคมวัฒนธรรมจำนวนมากของการวิจัยชาติพันธุ์วิทยาได้เปลี่ยนไปสู่เรื่องมืด ตัวอย่างหลักที่ ออธเนอร์ กล่าวถึงเป็นเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิเสรีนิยมใหม่และผลกระทบของมันอาจเริ่มต้นนับแต่ การระเบิดของการศึกษา “ทุกสิ่ง” ในยุคอาณานิคม
อาณานิคมได้เปลี่ยนโฉมหน้ามานุษยวิทยาที่เกี่ยวข้องกับโลกทุกวันนี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “โลกที่สาม” โดยไม่เข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การขยายอาณานิคม การแบ่งโลกออกเป็นประเทศที่ร่ำรวยและยากจนทุกวันนี้ กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าเป็นผลมาจากการแยกความมั่งคั่งจากอาณานิคมในอดีต
การก่อตัวทางสังคมและวัฒนธรรมหลายอย่างที่ปรากฏในงานมานุษยวิทยาก่อนหน้านี้ ที่ศึกษาและสาปภาพสังคมดั้งเดิมในฐานะ “สิ่งไร้กาลเวลา” ปรากฏขึ้นในมุมมองที่แตกต่างไปเมื่อเทียบกับฉากหลังของประวัติศาสตร์อาณานิคมที่เข้าไปกระทำกับสังคมนั้นๆ การศึกษาแบบอาณานิคมที่หยุดทุกอย่างไว้นิ่งงันก็หมดลง และกระแสการคำนึงถึงพลวัต การเปลี่ยนแปลง และการหวนคืนของประวัติศาสตร์กลายเป็นวิธีการอธิบายโครงสร้างสังคมที่ใกล้เคียงความจริง (Historicle Turn ดูเพิ่มใน Ortner 2006)
ประวัติศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของชุมชนและการเผชิญหน้ากับลัทธิอาณานิคม บอกเล่าเรื่องราวของการสร้างสิ่งใหม่อย่างไม่หยุดยั้งของผู้คนและวัฒนธรรมภายใต้เงื่อนไขของการรุกรานและการปกครองแบบตะวันตก (เช่นมิชชันนารีและอาณานิคม)
ท้ายที่สุดกรอบการทำงาน วรรณกรรมวิชาการ และยุคเสรีนิยมใหม่จะเริ่มมาบรรจบกัน เป็น “ยุคหลังอาณานิคม” และในปัจจุบันตั้งแต่ 1990 ที่โลกตัดผ่าเชื่อมแดนโลกาภิวัฒน์ วรรณกรรมร่วมสมัยของเราคือการเล่าผ่านลัทธิ “เสรีนิยมใหม่”
……ออธเนอร์ ได้ทบทวนปรากฏการณ์ของลัทธิเสรีนิยมใหม่หลายประการ ทั้งการสะสมทุนของประเทศโลกที่หนึ่ง การลดทอนความเป็นอุตสาหกรรมโดยให้ประเทศโลกที่สามผลิตแทน ผลกระทบต่อแรงงาน การเลิกจ้าง รวมถึงภัยพิบัติน้ำท่วมจากไซโคลนแคทเธอรีน่าที่ย่านคนจนถูกทำให้น้ำท่วมเพราะต้องป้องกันย่านคนรวยและย่านอุตสหกรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ซึ่งนักมานุษยวิทยาหรือนักชาติพันธุ์วรรณาจะเข้าไปรับฟังความทุกข์ระทมและความทรมาณต่างๆ จากผลกระทบของการพัฒนาแบบเสรีนิยมใหม่ที่ไม่ต่างจากพัฒนาการของการล่าอาณานิคม หรือจริงๆ แล้ว “ยุคหลังอาณานิคม” เป็นลักษณะเช่นนี้ ผมก็สงสัย
ในความทุกข์ระทมของผู้คน ที่นักมานุษยวิทยาเป็นประจักษ์พยานจากสนามส่วนที่ลึกที่สุดก็มีการต่อต้าน การต่อรอง และการปฏิบัติการของปัจเจกชน กลุ่มชน หรือชาติพันธุ์เพื่ออยู่ร่วมกับปัญหาที่ถาโถม ในลักษณาการของการปกครองอย่างทารุณด้วยระบบทุนนิยมใหม่นี้ ก็คล้ายคลึงกับที่ Foucault เสนอเรื่องของการปกครอง Governmentality ที่รัฐปกครองและเเพร่กระจายความรุนแรงไปสู่ประชาชนอย่างเดียวกับเจ้าอาณานิคมปกครองชนพื้นเมือง แต่แนบเนียนกว่าในความคุ้มค่าแบบทุนนิยม
ตัวอย่างที่ผมชอบมากจากบทความนี้ คือ การยกเอางานศึกษาเรื่องจำนวนคุกและอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นในอเมริกามามอง Roger Lancaster (2010: 74) ใช้คำล้อกับแนวคิดของฟูโกต์เรื่อง Governmentality ว่า “punitive governance” โดยอธิบายจากการเพิ่มจำนวนของเรือนจำและสถิตินักโทษในอเมริกาว่าเป็นการแพร่กระจายของความรุนแรงของรัฐต่อพลเมือง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงระหว่างลัทธิเสรีนิยมใหม่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของรัฐได้
………การเพิ่มขึ้นของเรือนจำและนักโทษ มาจากตรรกะเช่นเดียวกับตรรกะอื่นๆ ของลัทธิเสรีนิยมใหม่มีทั้งตรรกะจากบนลงล่างและตรรกะจากล่างขึ้นบน จากมุมมองของรัฐการกำกับดูแลการแพร่กระจายของเรือนจำเป็นส่วนหนึ่งของสงครามกับคนจนและเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ ผ่านตรรกะโทษผู้ตกเป็นเหยื่อ คนที่ผิด ที่ยากจนคือคนที่ไม่ตั้งใจทำงาน หรือคนที่ไม่ได้ทำบุญมาก่อน
……..เช่นเดียวกับตรรกะเจ้าอาณานิคมในอดีตที่มองชนพื้นเมืองว่าไร้อารยะ จึงสร้างระเบียบแบบแผนการพัฒนา การปฏิเสธอารยธรรมที่ดีแลกมากับการมาถึงของกองทัพถือปืนคาบศิลาเพื่อทำสงครามกับชนพื้นเมือง
…….ในยุคเสรีนิยมใหม่ที่เราโกหกกันว่ามนุษย์ทุกเผ่าเท่าเทียมกัน แต่คนจน และคนชั้นต่ำถูกฆ่าตายในนามการกระทำผิดกฏหมาย ผู้ก่อความไม่สงบ หรือผู้ก่อการร้าย เป็นคำใหม่ที่ดูเข้มข้นขึ้นเพราะคนที่กระทำการแบบนี้มันช่างไม่เอื้อให้รัฐได้รับกำไรจากนายทุนเสียนี่กะไร คนพวกนี้ขัดขวางความเจริญ. พวกเขาถูกฆ่าตายในฐานะที่ไม่รับผิดชอบต่อระเบียบ หากพวกเขามีความรับผิดชอบพวกเขาจะไม่เป็นคนจนและถูกคุมขังด้วยการกระทำผิดเล็กน้อยนี้น่ะสิ
ความรู้สึกถึงอยุติธรรม ไม่เท่าเทียมทางอำนาจ และความบอบช้ำทุกข์ระทมข์ของผู้คนในยุคหลังอาณานิคม หรือ เสรีนิยมใหม่ จึงเป็นเรื่องที่นักมานุษยวิทยานิยมทำการศึกษา มันคือ “ด้านมืด” ของการพัฒนาทุนนิยม และวาทกรรมความเสรีนิยมประชาธิปไตยภายใต้ทุนนิยม หรือเสรีนิยมใหม่ที่ปฏิเสธพรมแดน การกีดกั้นเชื้อชาติ ฯลฯ แต่ยังคงมีความทุกข์ระทมจากคนภายในด้วยกันเองอย่างมหาศาล และยังไม่รวมคนข้ามถิ่นข้ามแดนอื่นๆ ซึ่งเป็นผลพวงของเสรีนิยมใหม่
เช่นนั้นความรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมจึงเกิดภายในรัฐแบบเสรีนิยมใหม่ ก็ต้องขัดขวางระเบียบเพื่อต่อต้านความไม่เป็นธรรมไม่เท่าเทียม เมื่อสู้กับระเบียบคุกจึงมากขึ้น ในบางรัฐเเถวนี้ก็ติดอาวุธมากขึ้น การสู้กับรัฐคือสู้กับทุนและทุนกับรัฐมีปืนเเละแท่งไฟดูดด้วย
ในทางหนึ่งของการต่อต้านจึงมีความรุนแรง หดหู่ และนองเลือดอยู่ ภาพของสังคมไม่ได้ก่อเกิดด้วยคนที่อยากเชื่อมกันอย่างเป็นระเบียบและความดีงาม แต่กระนั้นแรงผลักดันให้เกิดปฏิบัติการที่รุนแรงโหดร้ายหรือเป็นอาชญกรรมล้านตั้งอยู่บนเงื่อนไขของเสรีนิยมที่ถาโถมสังคม
ปฏิบัติการที่หม่นๆ เทาๆ เหล่านี้เคยถูกนักมานุษยวิทยาหันหลังให้เพราะมันถูกมองว่าผู้กระทำเหล่นนี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขชายขอบ ไม่อยู่ในความเป็นอื่นหรือแปลกแยกหากแต่เป็นผู้มีอำนาจกระทำต่อมนุษย์อื่นๆ ที่อ่อนแอไร้ปากเสียง ทั้งผู้ก่อการร้าย นักโทษ นักการเมือง ผู้นิยมลัทธิฟาสซิสต์ และอื่นๆ จึงถูกเรียกว่าด้านมืด
แต่ด้านมืดก็มีเงื่อนไขที่ก่อเกิดขึ้นจากเสรีนิยมใหม่ ดังเช่นเรื่องของการเพิ่มจำนวนอาชญกรรมและเรือนจำที่ออธเนอร์ได้ยกตัวอย่างข้างต้น ก็ทำให้เราเห็นว่าโดยเเท้นั้นการกระทำที่หม่นเทาของนีกโทษและตำรวจเผยให้เห็นการปกครองที่มุ่งกำจัดคนจนและเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ การต่อต้านด้วยอาชญากรรมก็เพื่อตอยโต้สิ่งนั้น นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจในด้านมืดของสังคมวัฒนธรรม นี่คือ Dark Anthropology
...........
อ่านเพิ่มใน
Sherry B. Ortner.(2006).Dark anthropology and its others Theory since the eighties. Journal of Ethnographic Theory 6 (1): 47–73

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น