มองมุมต่างๆ ในเรื่องของลิขสิทธิ์
ดูเหมือนว่าเรื่องลิขสิทธิ์การออกแบบ เสื้อผ้า การคอสเพลย์
จะเพิ่งถูกพูดถึงไป
ที่จริงเรื่องลิขสิทธิ์การออกแบบ งานศิลปะ ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมนี่เป็นเรื่องยากนะครับ
ยิ่งในเชิงกฎหมายแล้วผมจะข้ามมันไปแล้วกัน แล้วเรามามุ่งอธิบายปรากฏการณ์ให้สนุกดีกว่าเพราะไม่ใช่ศาลที่จะพิพากษาผิดถูกนะคนับ
...นานมาแล้วมีสเตตัสอันหนึ่งที่เพื่อนๆ ที่รู้จักเเชร์กันในทางขบขันหรือหยันๆ มากๆเลย นั่นเป็นจุดเริ่มให้ผมอยากเขียนถึงมันเหลือเกิน คือ การล้มเลิกระบบลิขสิทธิ์ไปเสีย เพราะการประดิษฐ์อะไรๆ ก็คือองค์ความรู้ร่วมกันของมนุษย์ ดังนั้นการมีลิขสิทธิ์ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาเพื่อมนุษยชาติยกเว้นนายทุน ประมาณนั้น อันนี้อาจแปลกและยอมรับยากแต่กระบวนการคิดอย่างนี้เกิดขึ้นจริงและเหมาะสมในต่างวาระกันไป
...ประเด็นสำคัญเป็นเรื่องที่ว่า
"ลิขสิทธิ์" หรือ "ทรัพย์สินทางปัญญา" ในฐานะ "ประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม" ที่คนโพสต์ขึ้นและคนติชม หรือวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นี้ ตั้งบนความเข้าใจในกระบวนทัศน์เดียวกันรึเปล่านา
...กระบวนทัศน์แรก หรือ ตรรกะแรก คือ เห้ยยยย. เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจและความถูกต้องตามกฎหมายที่เราเชื่อกันครับ
คือเรื่องความยุติธรรม ลิขสิทธิ์ต้องได้รับการคุ้มครองสิ การคิดหรือสร้างสรรค์
ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ ภาพถ่าย ลายเส้น หรือทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างเทคโนโลยีหรือ
"วัฒนธรรม" บางอย่างขึ้นมาเจ้าของผลงานก็ต้องได้รับประโยชน์จากมัน
ก็ต้องคุ้มครองสิ แกมายกเลิกระบบลิขสิทธิ์ ความคิดอย่างงี้ก็มีหรอ ตลกสัสๆ
ความทุ่มเทที่เขาอุตส่าห์คิดขึ้นมาล่ะ ไอ้ควายยยย
...ก็ประมาณนี้
...อีกกระบวนทัศน์หนึ่ง เป็นตรรกะเชิงอุดมการณ์
เชิงความคิดหรือทางสังคมศาสตร์ ย้อนไกลไปถึงจุดเริ่มต้นของระบบลิขสิทธิ์กันเลยครับ
นับเนื่องด้วยภูมิปัญญา และเทคโนโลยี
วิธีคิดโบราณที่สั่งสมต่อยอดให้คนคิดอะไรใหม่ๆ เต็มโลกไปหมด
ท้ายที่สุดเมื่อโลกมาถึงยุคที่เกิดระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม
ทรัพย์สินทางปัญญาก็กลายเป็น “มูลค่า” ทางเศรษฐกิจ อย่างเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญไอ้ระบบลิขสิทธิ์นี่แหละที่แพร่กระจายไปทั่วโดย
“ลัทธิอาณานิคม” กับ “ทุนนิยมสมัยใหม่” นั่นเองครับ
.....ตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดในวงการลิขสิทธิ์ยา สมุนไพร
และวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมบางอย่างครับ
กลุ่มชนในป่าแอมะซอนกับบริษัทผลิตยามีกรณีพิพาทกัน
นักวิจัยจากบริษัทยาได้เก็บตัวอย่างพืชท้องถิ่น และวัฒนธรรมภูมิปัญญาในการใช้พืชเหล่านั้นรักษาร่างกายจากชนพื้นเมืองไป
แล้วพัฒนาเป็นตัวยาด้วยวิธีวิทยาศาสตร์
แน่นอนว่ามันมีประสิทธิภาพเพราะสกัดเอาสารมีประโยชน์มาแล้วผลิตจำนวนมากเพื่อส่งขาย
ทีนี้ปัญหาก็เริ่มตรงนี้แหละครับ พอเริ่มผลิตจำนวนมากก็ต้องการวัตถุดิบ
พืชพื้นเมืองเหล่านั้นจึงถูก “จดลิขสิทธิ์” สำหรับทำยา การมีไว้ครอบครองของชาวบ้านก็ผิดกฏหมายลิขสิทธิ์น่ะสิครับทีนี้ กรณีนี้เรียกว่า “Ethno piracy”
....พอจะเห็นไหมครับ ระบบลิขสิทธิ์มาพร้อมกับระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมเสมอๆ
เพื่อยังผลแก่ “เจ้าของลิขสิทธิ์” ซึ่งเป็น “เอกชน” หรือในทางมาร์กซิสต์เรียกทรัพย์สินพวกนี้ว่า
“private property” แต่ทรัพย์สินย์ทางภูมิปัญญาของชนพื้นเมือง คือ “common property” มันจึงเป็นเรื่องของการบันดาลอำนาจมากๆ ในมุมของผู้สมาทานในวิธีคิดแบบมาร์กซิสต์
หรือนีโอ-มาร์กซิสต์ก็ตาม เพราะมันคือการกดขี่ของนายทุน เอกชนได้ประโยชน์ แต่ชุมชน
ท้องถิ่น และมนุษยชาติกลับทุกข์ยากอยู่ฝ่ายเดียว
....กระบวนทัศน์นี้ก็จะประมานนี้....
....ซึ่งถ้า 2 กระบวนทัศน์ (paradigm) นี้ถกเถียงกันจนลูกบวชก็ไม่มีใครถูกผิดหรอกครับ อยู่ที่ความเหมาะสมของสิ่งเรามอง
....ในกรณีการคอสเพลย์ชุดของวงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 ล่าสุดทำให้การขบคิดแตกยอดไปได้มากมายเลยครับ ในเรื่องของ
ลิขสิทธิ์ชุดหรือการออกแบบเครื่องแต่งกาย หากมองด้วย 2 กระบวนทัศน์ข้างบนก็เห็นว่า
ประการแรก คือการมองในเชิงกฎหมาย อันนี้ต้องจับกับกฎหมายไทยด้วยว่าสำหรับเสื้อผ้าแล้ว
เราคุ้มครองแค่ไหน (ได้รับคำตอบว่าเฉพาะตราสินค้าน่ะนะ
ฉะนั้นไม่ว่าจะเชิงพาณิชย์หรือไม่ขอแค่ไม่มีตราก็ฟ้องกันยากแล้ว อันนี้รอนักกฎหมายมาพูดดีกว่า)
ทำให้การตีความทางกฎหมายว่าละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่คลุมเครืออย่างบอกไม่ถูก เพราะคนเลียนแบบ
ทำซ้ำ
ดัดแปลงจะทำอย่างไรกับเสื้อผ้าต้นแบบก็ได้เพื่อไม่ให้มีป้ายตราหรือการประดิษฐ์ที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
......หรือใน
เชิงอุดมการณ์หรือเชิงสังคมศาสตร์ อันนี้น่าจะเกี่ยวกับโลกทางศิลปะ เราอาจกล่าวได้หยาบๆ
ว่า ผลงานในยุคที่เริ่มมีการ “ประทับตรา” หรือ “ลายเซ็น” ลงไปบนตัวงานอย่างในยุคศิลปะเรอเนสซองค์
เช่น ไมเคิล แองเจลโล
ก็เริ่มทำให้งานชิ้นนั้นมีเอกลักษณ์และความเป็นเจ้าของเกิดขึ้น แต่ในเชิงศิลปะยุคนั้นงานถูกสร้าง
1 คน 1 ชิ้น 1 อัน 1 เดียวในโลก ทีนี้ราว ศตวรรษที่ 19 โลกของศิลปะพัฒนาไปถึงจุดที่นำมโนทัศน์การออกแบบและศิลปะมารวมให้เป็นอย่างเดียวกัน
และเกิดการผลิตซ้ำจำนวนมากผู้สร้างสรรค์งานก็ได้ประโยชน์มากตาม
และมันก็สร้างสิ่งที่เรียกกันว่า “มูลค่าทางสัญญะ” ให้เกิดกับสินค้านั้นๆ ด้วย และยิ่งมันผลิตซ้ำจนดังเปรี้ยงปร้างฮิตติดลมบนยิ่งสร้าง
“การตีความทางสัญญะ” ให้เกิดขึ้น นั่นคือ
การใช้ของลอกเลียนไม่มีคุณค่าเท่าใช้ของที่ผลิตขึ้นมาชิ้นเดียว หรือ งาน Limited edition หรอกมั้ง
ยิ่งมีของเลียนแบบมากยิ่งทำให้ “คุณค่า” ของสิ่งของต้นฉบับสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
...ทีนี้กรณี ของ วง BNK48 ก่อนอื่นเราต้องมองวงนี้ในฐานะ "สินทรัพย์" ของบริษัทต้นสังกัดโดยละความเป็นมนุษย์ของเด็กสาวที่น่ารักเหล่านี้ไปก่อน ในสังคมของเรามีมโนทัศน์การคุ้มครองการลอกเลียนการออกแบบเสื้อผ้าหรือใบหน้าของสมาชิกวงเพื่อสร้าง
“มูลค่าทางสัญญะ” อันใหม่ของวงนี้หรือเปล่า ถ้าในกรณีนี้การกล่าวว่าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นอะไรที่ตลกมาก
เพราะวงนี้ถูก “ผลิตแบบจักรกล” การฉายภาพซ้ำๆ ของอุตสาหกรรมบันเทิงทำให้ภาพ
ลายเส้น ชุด ท่าทาง ดนตรี กลายเป็นภาพจำร่วมกันอย่างหนึ่งนะ อาจไม่ถึงกับเป็น “Common
property” แบบมาร์กซิสต์
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการผลิตแบบมวลชนทำให้มันกลายเป็นสมบัติร่วมกันในเชิงทัศนคติได้
ในกระบวนทัศน์นี้เหมือนตรรกะที่ว่า มีระบบลิขสิทธิ์คุ้มครองพวกนี้ก็เปล่าประโยชน์
เพราะทรัพย์สินในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างนี้เป็น “ทรัพย์สินส่วนตัวที่เป็นของสาธารณะ”
การลอกเลียนการออกแบบในกรณีนี้เป็นการเพิ่มมูลค่าทางสัญญะ หรือผลิตซ้ำเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับ
“เจ้าของทรัพย์สิน” ชนิดนี้ด้วยซ้ำไป มันเลยไม่ใช่ “Private Property” อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องถ่องแท้จนสามารถใส่ในหินด้วยกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้ ขณะเดียวกันมันก็ไม่อาจอนุมานความเป็น "Common Property" ได้เช่นกัน มันเลยมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากเกินกว่าอะไรถูกผิดหากเราไม่ใช่ศาลตัดสิน
ดังนั้นแล้ว...ภูมิปัญญาในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภทก็เลยมีรายละเอียดการคุ้มครองที่ไม่เหมือนกัน
....บางอย่างส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ผู้คน เช่น เรื่องพืช เรื่องยา เรื่องอาหาร การมีคนมองว่าระบบลิขสิทธิ์มันเลวร้ายก็ไม่แปลก
....ลิขสิทธิ์บางอย่างก็บอกยากว่าใครเป็นเจ้าของและจะคุ้มครองอะไร ก็คือการจะคุ้มครองสิ่งที่คุ้มครองไม่ได้ก็ดูจะเป็นเรื่องตลกหน่อยๆ แต่หากสบช่องเอาความได้ ก็เป็นเรื่องของกฎหมายไปเถอะ
....แต่การได้รับประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่ตัวเองคิดและสร้างสรรค์ตามกฎหมายก็คือสิ่งที่ควรมีเหมือนกัน
วิธีคิดที่เล่ามาทั้งหมดก็คงต่างกันประมานนี้
ท้ายที่สุดอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะมีกระบวนทัศน์แบบไหน หรือถกเถียงกันอย่างไร “กฎหมาย” คือสิ่งที่เราต้องยอมรับ ถ้าหากไม่พอใจก็ออกไปจากประเทศนี้สิครับ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น