มุมมองการสูญพันธุ์ระลอกที่ 3 กับการมาถึงของก็อดซิลล่า เทพเจ้าผู้มาก่อนกาล
การหวนไปเอาคอนเส็ปวิธีคิดนับเนื่องจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อดซิลล่าเป็นไอเดียหนังสัตว์ประหลาดแยกมาจากอุลตร้าแมนก็จริง แต่เรื่องเล่ากลับทำให้เห็นว่า "ระเบิดอะตอม" หรือกัมมันตภาพรังสีที่มนุษย์สร้างขึ้นนี่แหละเป็นตัวการปลุกชีพอสูรตัวนี้ให้บุกขึ้นเกาะญี่ปุ่น

...ถอดเรื่องเล่าในก็อดซิลล่าแล้วจะไม่แปลกใจเมื่อทั้งโลกเห็นอำนาจการทำลายล้างของปรมาณู และทั้งโลกก็ยังหวั่นใจกับขั้วอำนาจในสงครามเย็นที่ดำเนินในขณะนั้นที่แข่งกันสะสมนิวเคลียร์กันเป็นว่าเล่น ก็อดซิลล่าในยุคนั้นคือความวิปริตที่คนยุคนั้นเชื่อว่าเป็นเพราะฝีมือมนุษย์เองนี่แหละที่จะพาลทำให้เราสูญพันธุ์ อาจเป็นครั้งแรกที่เราโฮโมเซเปียนส์ เซเปียนส์หวาดกลัวการสูญพันธุ์ร่วมกันทั้งสายพันธุ์หลังจากปฏิวัติอุตสาหกรรมมา ซึ่งไอ้การกลัวตายของมนุษย์นี่แหละเลยอดคิดต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้
....ความวิปริตของก็อดซิลล่าคลี่คลายเป็นมิตรกับมนุษย์มากขึ้นจากเนื้อหาในปลายยุคโชวะ เนื่องจากต้องเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับตลาดของหนังที่เจาะไปทางกลุ่มเด็ก ๆ แทน ฉะนั้นก็อดซิลล่าวิปริตแค่ตอนแรก ๆ ของเรื่อง ก่อนจะปรับลักษณะนิสัยใหม่ มีความอบอุ่นและใจดีขึ้น จนในที่สุดมันได้กลายเป็นพวกเดียวกับฝั่งมนุษย์ และคอยปกป้องญี่ปุ่นแทน ภาพของความวิปริตจากการคิดค้นระเบิดปรมาณูที่เคยทำลายญี่ปุ่นและสะเทือนโลกเบาคลาย การเปลี่ยนเจเนอเรชั่นทำให้ญี่ปุ่นไม่ต้องย้ำผลผลิตอันเลวร้ายจากนิวเคลียร์แล้ว
....ท้ายที่สุด เมื่อมาถึงยุคเรวะ ก็อดซิลล่าไปอยู่ในมือ "ฮอลลีวู้ด" ผู้ครอบครองวิธีคิดและวัฒนธรรมของโลกยุคเรา โดยเฉพาะ Godzilla (2014) สืบทอดเอาวิธีคิด "ความเลวร้ายจากน้ำมือมนุษย์" กลับมาทวงคืนความสดใสของก็อดซิลล่าจากปลายยุคโชวะ ราชาแห่งมอนสเตอร์ของฮอลลีวู้ดกลายเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติผู้มาทวงคืนสมดุลที่ถูกน้ำมือของมนุษย์นี่แหละทำลาย มนุษย์นี่แหละปลุกมันและอสูรอื่นๆหรือความวิปริตอื่นๆ ขึ้นมา
....ในเนื้อเรื่องอาจดูเหมือนเป็นการเคารพธรรมชาติ แต่อาจจะเป็นการทำให้เห็นว่ามีกระแสความคิดความหวาดกลัวการสูญพันธุ์ในหมู่เราชาวโฮโมเซเปียนส์ เซเปียนส์ กลับมาอีกครั้ง หรือไม่เคยหายไป การเผชิญหน้ากันระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าจากธรรมชาติจึงเกิดขึ้นในหนัง
....ท้ายที่สุด เมื่อมาถึงยุคเรวะ ก็อดซิลล่าไปอยู่ในมือ "ฮอลลีวู้ด" ผู้ครอบครองวิธีคิดและวัฒนธรรมของโลกยุคเรา โดยเฉพาะ Godzilla (2014) สืบทอดเอาวิธีคิด "ความเลวร้ายจากน้ำมือมนุษย์" กลับมาทวงคืนความสดใสของก็อดซิลล่าจากปลายยุคโชวะ ราชาแห่งมอนสเตอร์ของฮอลลีวู้ดกลายเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติผู้มาทวงคืนสมดุลที่ถูกน้ำมือของมนุษย์นี่แหละทำลาย มนุษย์นี่แหละปลุกมันและอสูรอื่นๆหรือความวิปริตอื่นๆ ขึ้นมา
....ในเนื้อเรื่องอาจดูเหมือนเป็นการเคารพธรรมชาติ แต่อาจจะเป็นการทำให้เห็นว่ามีกระแสความคิดความหวาดกลัวการสูญพันธุ์ในหมู่เราชาวโฮโมเซเปียนส์ เซเปียนส์ กลับมาอีกครั้ง หรือไม่เคยหายไป การเผชิญหน้ากันระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าจากธรรมชาติจึงเกิดขึ้นในหนัง

....ตรงนี้แลดูจะเป็นจุดที่น่าสนใจเพราะหนังหลายเรื่องยังคงความเป็นเซเปี้ยนส์ไว้อยู่ คือ เราต้องทำลายภัยคุกคามก่อนจะมาถึงตัว เราต้องเเข็งแกร่งจึงอยู่รอด กองทัพและสภาอันเป็นตัวแทนความสำเร็จของสายพันธุ์เราในด้านการใช้ความรุนแรงและการควบคุมความรุนแรงด้วยการปกครอง พยายามจะยุติปัญหาของเทพเจ้าผู้มาก่อนกาลรูปร่างมหึมาเหล่านี้ก่อนที่มันจะเป็นภัยกับมนุษย์
.....ลักษณะใช้กำลังยุติปัญหาอย่างนี้เอง ฝังอยู่ในโคตรเหง้าพันธุกรรมและเป็นรากฐานวิวัฒนาการของเรา เพียงแต่เราไม่ใช้กำลังด้วยกำลัง แต่เราใช้กำลังด้วยพรสวรรค์แห่งการวิวัฒนาการ ปัญหาที่เป็นภัยกับมนุษย์ที่สุดคงจะเป็นการอยู่รอดและขยายเผ่าพันธุ์เราจึงเริ่มล่าและทำลายต้องแต่เริ่มต้นอารยธรรมของเรา
....เซเปี้ยนก้าวย่างไปทั่วโลกครั้งแรกก็ล่าสัตว์ใหญ่มากครึ่งหนึ่งของสปีชีส์ที่มีไปพร้อมกับการขยายเผ่าพันธุ์ และเมื่อตั้งถิ่นฐานในช่วง “ปฏิวัติเกษตรกรรม” เซเปี้ยนรุกรานพืชเล็กหอยทากแมลง และสัตว์พื้นถิ่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
......โฮโมเซเปี้ยนส์ เมื่อเริ่มล่าเป็นกลุ่มและแพร่ขยายไปทั่วดินแดนแอฟโฟร-เอเชีย สายพันธุ์เราวิวัฒนาการการคิดค้นเครื่องมือซับซ้อนไม่ใช่แค่อาวุธ ยังมีเครื่องนุ่งห่มหรือที่อาศัยอย่างง่าย สิ่งนี้นำพาเซเปี้ยนนักล่ากลุ่มใหญ่มุ่งหน้าขึ้นเหนือตามล่า “อสูรยักษ์” ที่เรารู้จักในชื่อแมมม็อธ ไขมันจากสัตว์ยักษ์ผิวหนังกล้ามเนื้อกระดูกหล่อเลี้ยงนักล่าบรรพบุรุษเราอย่างไม่หยุดยั้ง เราตามมันไปเรื่อยๆ พร้อมกับแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ จนสุดท้ายแมมม็อธซึ่งอยู่มานับล้านปี จนเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนมันหายไปจากโลก ซึ่งนี่เป็นแค่หนึ่งในหลายร้อยสปีชีส์ ในดินแดนต้นกำเนิดสายพันธุ์เรานะ
....ย้อนไปไกลหน่อย 45,000 ปีก่อน เซเปี้ยนส์จ้อนไปถึงดินแดนออสเตรเลียมีทะเลใหญ่กั้น การวิวัฒนาการในทวีปจึงโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เป็นเวลา2ล้านปีที่เซเปี้ยนออกล่าทั่วแอฟริกาและเอเชีย เราพัฒนามาล่าสัตว์ใหญ่ราว 400,000 ปีมานี้ สี่แสนปีที่สัตว์อื่นที่วิวัฒนาการร่วมกับสายพันธุ์เราได้เรียนรู้ว่าควรรักษาระยะห่างสัตว์ชนิดนี้เพราะนี่คือผู้ล่า ฉะนั้นเมื่อเจอฝูงมนุษย์สัตว์ใหญ่เรียนรู้ที่จะตื่นกลัวและหนี แต่ที่ออสเตรเลียไม่ใช่ มนุษย์พบสัตว์ใหญ่ประหลาดมากมาย ทั้งจิงโจ้สูง2เมตร สิงโตที่มีกระเป๋าหน้าท้อง นกบินไม่ได้ที่ใหญ่เป็นสองเท่าของนกกระจอกเทศ วอมแบทขนาดสองตันครึ่ง เมื่อเซเปียนส์ไปถึงสัตว์พวกนี้แค่หันมามองและเคี้ยวหญ้าต่อไป และมันคงงงที่จู่ๆสัตว์สองขาตัวเล็กนี้ก็จู่โจมมัน สัตว์ยักษ์เหล่านี้ไม่ถูกรบกวนจากภายนอก ขยายพันธุ์ช้า ตั้งท้องนาน ออกลูกไม่กี่ตัว มันจึงเป็นเหยื่อการสูญพันธุ์แรก เพราะกว่ามีนจะวิวัฒนาการการรับรู้ว่ามนุษย์อันตรายเหมือนสัตว์อื่นในแอฟโฟร-เอเชีย มันก็ลดจำนวนจนหายไปอย่างรวดเร็ว
.......จากนั้นสัตว์ยักษ์ในอเมริกาก็เผชิญเคราะห์กรรมเช่นเดียวกับออสเตรเลีย คงไม่ต้องอธิบายแล้วแหละ
.....ลักษณะใช้กำลังยุติปัญหาอย่างนี้เอง ฝังอยู่ในโคตรเหง้าพันธุกรรมและเป็นรากฐานวิวัฒนาการของเรา เพียงแต่เราไม่ใช้กำลังด้วยกำลัง แต่เราใช้กำลังด้วยพรสวรรค์แห่งการวิวัฒนาการ ปัญหาที่เป็นภัยกับมนุษย์ที่สุดคงจะเป็นการอยู่รอดและขยายเผ่าพันธุ์เราจึงเริ่มล่าและทำลายต้องแต่เริ่มต้นอารยธรรมของเรา
....เซเปี้ยนก้าวย่างไปทั่วโลกครั้งแรกก็ล่าสัตว์ใหญ่มากครึ่งหนึ่งของสปีชีส์ที่มีไปพร้อมกับการขยายเผ่าพันธุ์ และเมื่อตั้งถิ่นฐานในช่วง “ปฏิวัติเกษตรกรรม” เซเปี้ยนรุกรานพืชเล็กหอยทากแมลง และสัตว์พื้นถิ่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
......โฮโมเซเปี้ยนส์ เมื่อเริ่มล่าเป็นกลุ่มและแพร่ขยายไปทั่วดินแดนแอฟโฟร-เอเชีย สายพันธุ์เราวิวัฒนาการการคิดค้นเครื่องมือซับซ้อนไม่ใช่แค่อาวุธ ยังมีเครื่องนุ่งห่มหรือที่อาศัยอย่างง่าย สิ่งนี้นำพาเซเปี้ยนนักล่ากลุ่มใหญ่มุ่งหน้าขึ้นเหนือตามล่า “อสูรยักษ์” ที่เรารู้จักในชื่อแมมม็อธ ไขมันจากสัตว์ยักษ์ผิวหนังกล้ามเนื้อกระดูกหล่อเลี้ยงนักล่าบรรพบุรุษเราอย่างไม่หยุดยั้ง เราตามมันไปเรื่อยๆ พร้อมกับแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ จนสุดท้ายแมมม็อธซึ่งอยู่มานับล้านปี จนเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนมันหายไปจากโลก ซึ่งนี่เป็นแค่หนึ่งในหลายร้อยสปีชีส์ ในดินแดนต้นกำเนิดสายพันธุ์เรานะ
....ย้อนไปไกลหน่อย 45,000 ปีก่อน เซเปี้ยนส์จ้อนไปถึงดินแดนออสเตรเลียมีทะเลใหญ่กั้น การวิวัฒนาการในทวีปจึงโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เป็นเวลา2ล้านปีที่เซเปี้ยนออกล่าทั่วแอฟริกาและเอเชีย เราพัฒนามาล่าสัตว์ใหญ่ราว 400,000 ปีมานี้ สี่แสนปีที่สัตว์อื่นที่วิวัฒนาการร่วมกับสายพันธุ์เราได้เรียนรู้ว่าควรรักษาระยะห่างสัตว์ชนิดนี้เพราะนี่คือผู้ล่า ฉะนั้นเมื่อเจอฝูงมนุษย์สัตว์ใหญ่เรียนรู้ที่จะตื่นกลัวและหนี แต่ที่ออสเตรเลียไม่ใช่ มนุษย์พบสัตว์ใหญ่ประหลาดมากมาย ทั้งจิงโจ้สูง2เมตร สิงโตที่มีกระเป๋าหน้าท้อง นกบินไม่ได้ที่ใหญ่เป็นสองเท่าของนกกระจอกเทศ วอมแบทขนาดสองตันครึ่ง เมื่อเซเปียนส์ไปถึงสัตว์พวกนี้แค่หันมามองและเคี้ยวหญ้าต่อไป และมันคงงงที่จู่ๆสัตว์สองขาตัวเล็กนี้ก็จู่โจมมัน สัตว์ยักษ์เหล่านี้ไม่ถูกรบกวนจากภายนอก ขยายพันธุ์ช้า ตั้งท้องนาน ออกลูกไม่กี่ตัว มันจึงเป็นเหยื่อการสูญพันธุ์แรก เพราะกว่ามีนจะวิวัฒนาการการรับรู้ว่ามนุษย์อันตรายเหมือนสัตว์อื่นในแอฟโฟร-เอเชีย มันก็ลดจำนวนจนหายไปอย่างรวดเร็ว
.......จากนั้นสัตว์ยักษ์ในอเมริกาก็เผชิญเคราะห์กรรมเช่นเดียวกับออสเตรเลีย คงไม่ต้องอธิบายแล้วแหละ
การสูญพันธุ์ใหญ่ระลอกแรกควบคู่ไปกับการขยายเผ่าพันธุ์ของกลุ่มนักล่า ระลอกที่สองเป็นของพวกเกษตรกร พอจะให้เราเห็นว่าหากมีระลอกที่ 3 นั่นย่อมหมายถึง “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ที่ยังคงส่งผลต่อเราๆ ในปัจจุบัน นั่นหมายว่ามนุษย์ไม่เคยสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ หลายหมื่นปีก่อนมีระเบิดนิวเคลียร์หรือพลาสติก มนุษย์ก็กวาดสถิติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พืชและสัตว์ทั่วโลกสูงลิ่วอยู่แล้ว
ย้อนกลับมาที่ปูมเรื่องราวก็อดซิลล่า การปรากฏขึ้นจากทะเลของก็อดซิลล่ายังนับเป็นบุคลาธิษฐาน เปรียบธรรมชาติทรงพลังอำนาจออกมาเป็นรูปร่าง เพียงแค่ไม่ใช่ความทรงอำนาจในกายมนุษย์ดังที่พระเจ้าในศาสนายิว-คริสเตียนเป็น หากแต่เป็นสัตว์ยักษ์ผู้มาก่อนกาล เป็นเหมือน Totem ทรงอำนาจจากธรรมชาติเฉกเช่นลัทธิโบราณของชาวเผ่าในอดีตอันไกลที่สร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับธรรมชาติขึ้นมา
การที่ก็อดซิลล่าในเวอร์ชั่นฮอลลี้วู้ดอยู่ใต้ดินและในทะเลก็มีนัยยะสำคัญ เทพเจ้าจากธรรมชาติผุดขึ้นมาจากทะเลหรือเกาะห่างไกล คือพรมแดนที่มนุษย์ในยุคนักล่าและในยุคเกษตรกรรมเข้าไปฆาตกรรมนานาสปีชีส์ได้ไม่ทั่วถึงเนื่องจากเรายังไม่ย่ำเดินและถากถางพื้นที่ใต้ทะเลลึก นั่นไม่ใช่พรมแดนเราใน 2 ยุคแรกแห่งงเผ่าพันธุ์ แต่เราในยุคการปฏิวัติอุสาหกรรม ได้สร้างการย่ำไปในดินแดนดังกล่าวด้วยมลพิษ ขยะตลอดจนการล่าที่ยิ่งใหญ่กว่าหมื่นปีที่ผ่านมาภายในศตวรรษเดียวส่งผลให้สปีชีส์จำนวนมากเริ่มเข้าจุดวิกฤตสูญพันธุ์ด้วยอัตราเร็วกว่ามนุษย์ทุกยุค นี่จึงเป็นการสังหารเผ่าพันธุ์พืชและสัตว์ในมหาสมุทรอย่างโหดร้ายและรวดเร็วที่สุด การปรากฏตัวของเทพในท้องทะเลในฉากตุงแช่ต่างๆ ก็เรียกร้องให้นึกถึงจุดที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เราคือผู้ปลุกมันขึ้นมา
ย้อนกลับมาที่ปูมเรื่องราวก็อดซิลล่า การปรากฏขึ้นจากทะเลของก็อดซิลล่ายังนับเป็นบุคลาธิษฐาน เปรียบธรรมชาติทรงพลังอำนาจออกมาเป็นรูปร่าง เพียงแค่ไม่ใช่ความทรงอำนาจในกายมนุษย์ดังที่พระเจ้าในศาสนายิว-คริสเตียนเป็น หากแต่เป็นสัตว์ยักษ์ผู้มาก่อนกาล เป็นเหมือน Totem ทรงอำนาจจากธรรมชาติเฉกเช่นลัทธิโบราณของชาวเผ่าในอดีตอันไกลที่สร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับธรรมชาติขึ้นมา
การที่ก็อดซิลล่าในเวอร์ชั่นฮอลลี้วู้ดอยู่ใต้ดินและในทะเลก็มีนัยยะสำคัญ เทพเจ้าจากธรรมชาติผุดขึ้นมาจากทะเลหรือเกาะห่างไกล คือพรมแดนที่มนุษย์ในยุคนักล่าและในยุคเกษตรกรรมเข้าไปฆาตกรรมนานาสปีชีส์ได้ไม่ทั่วถึงเนื่องจากเรายังไม่ย่ำเดินและถากถางพื้นที่ใต้ทะเลลึก นั่นไม่ใช่พรมแดนเราใน 2 ยุคแรกแห่งงเผ่าพันธุ์ แต่เราในยุคการปฏิวัติอุสาหกรรม ได้สร้างการย่ำไปในดินแดนดังกล่าวด้วยมลพิษ ขยะตลอดจนการล่าที่ยิ่งใหญ่กว่าหมื่นปีที่ผ่านมาภายในศตวรรษเดียวส่งผลให้สปีชีส์จำนวนมากเริ่มเข้าจุดวิกฤตสูญพันธุ์ด้วยอัตราเร็วกว่ามนุษย์ทุกยุค นี่จึงเป็นการสังหารเผ่าพันธุ์พืชและสัตว์ในมหาสมุทรอย่างโหดร้ายและรวดเร็วที่สุด การปรากฏตัวของเทพในท้องทะเลในฉากตุงแช่ต่างๆ ก็เรียกร้องให้นึกถึงจุดที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เราคือผู้ปลุกมันขึ้นมา
ภาพเสา Totem .....ท้ายที่สุดที่เขียนพล่ามไปเนี่ย จะบอกว่า ชอบที่ปลุกผีก็อดซิลล่าออกมาโทนนี้
(อ้างอิงข้อมูลด้านวิวัฒนาการจาก Yuval Noah Harari ใน Sapiens : A Brief History of Humankind)
.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น