ย้อนดูแบบแผนการฆ่าตัวตายผ่าน Suicide ของเดอร์ไคม์
หลายวันมานี้ คอมเม้นท์ในโลกออนไลน์ต่อกรณีผู้ฆ่าตัวตายจากภาวะเศรษฐกิจและสังคมมันเป็นทั้งเชิงบวกและเชิงลบบ้างก็ถูกนำไปเทียบกับสัตว์ว่าขนาดอดอยาก "หมายังไม่ฆ่าตัวตายเลย"
การฆ่าตัวตายน่าจะเป็นภาวะหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากจากสัตว์ ผมเคยคิดว่าหากมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีสัญชาตญาณเอาตัวรอด การฆ่าตัวตายย่อมไม่ได้เป็นไปตามสัญชาตญาณแน่ๆ แล้วมันคืออะไร? คำตอบที่พอจะคิดได้ในวัยเด็กมักเกี่ยวข้องกับความเครียด จิตใจ จิตวิทยา
การฆ่าตัวตายน่าจะเป็นภาวะหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากจากสัตว์ ผมเคยคิดว่าหากมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีสัญชาตญาณเอาตัวรอด การฆ่าตัวตายย่อมไม่ได้เป็นไปตามสัญชาตญาณแน่ๆ แล้วมันคืออะไร? คำตอบที่พอจะคิดได้ในวัยเด็กมักเกี่ยวข้องกับความเครียด จิตใจ จิตวิทยา
ในวันแรกที่ผมเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี
อ.พี่เกด พูดถึงงานเขียนงานสุดคลาสิค Suicide : A Study in Sociology (1897) เขียนโดย Emile
Durkheim (1858-1917) บิดาสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่เสนอแนวคิดว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องของบรรทัดฐาน
กฎระเบียบ และความเป็นปึกแผ่นของกลุ่มหรือสังคมต่างหาก ท้าทายสิ้นดี
ใครกันอาจหาญคิดอย่างนี้ บอกตามตรงว่าผมในวัย 18 ปีตื่นเต้น

Suicide แบ่งการฆ่าตัวตายแบบกว้างๆ เป็น 4 แบบ โดยอ้างอิงจากสถิติอัตราการฆ่าตายตายของฝรั่งเศสประกอบบริบทสังคมวัฒนธรรมในสมัยนั้น
เช่น พบว่าการฆ่าตัวตายในชายมากกว่าหญิง ในคนที่ยังไม่แต่งงานมากกว่าคนที่แต่งงาน
ในชาวโปรแตสแตนมากกว่าชาวคาทอลิก ในยามปกติมากกว่ายามสงคราม
หรือในยามที่เศรษฐกิจดีมากกว่ายามเศรษฐกิจตกต่ำ การฆ่าตัวตาย 4
แบบที่ว่ามีอะไรบ้าง
1) Altruistic
suicide คือการฆ่าตัวตายเพื่อผู้อื่น กรณีนี้แทบจะเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมของสังคมดั้งเดิมจนถึงสังคมสมัยใหม่
เกิดจากสภาพสังคมที่ความเป็นปึกแผ่นสูง สมาชิกมีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกันอย่างเหนียวแน่น
ในประเพณีดั้งเดิมเช่นการบูชายัญ การพลีร่างในกองไฟ (พิธีสตีของชาวฮินดู)
การฆ่าตัวตายของคนชราชาวเอสกิโมเพื่อสงวนอาหารและทรัพยากร
หรือแม้กระทั่งการพลีชีพของฝูงบินคามิกาเซในสงครามโลกครั้งที่ 2
คือการฆ่าตัวตายตามค่านิยมหรือบรรทัดฐานของสังคมที่เหนียวแน่นมากๆ คนที่ฆ่าตัวตายรับเอาค่านิยมนั้น
การฆ่าตัวตายจึงเป็นเกียรติยศ และสมาชิกอื่นในสังคมจะยกย่องคนที่ฆ่าตัวตาย
2) Egoistic
suicide การฆ่าตัวตายเพื่อตัวเอง เป็นการที่บุคคลขาดการปฏิสัมพันธ์กับวิถีชีวิต
ระเบียบ แบบแผนของกลุ่ม ดังนั้นเมื่อเขาจะฆ่าตัวตายก็จะไม่ถูกยับยั้งจากความรู้สึกส่วนลึกที่มีสำนึกผูกพันต่อผู้อื่นในกลุ่ม และเขาจะไม่คำนึงถึงผลของการฆ่าตัวตายของเขาต่อกลุ่มหรือผู้อื่น หรือบุคคลขาดความรู้สึกมีความผูกพันกับคนรอบข้างน้อยและรู้สึกว่าตนด้อยค่า รวมถึงในภาวะขาดความมั่นคงทางด้านอารมณ์ความรู้สึกจากกลุ่ม
(ถูกกลุ่มหรือสังคมทอดทิ้ง) ย่อมรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นในสังคมได้เมื่อต้องเผชิญปัญหา
ทำให้ปัจเจกบุคคลรู้สึกโดดเดี่ยวและกลายเป็นบุคคลที่มีความเปราะบางทางอารมณ์ความรู้สึกที่นำไปสู่สาเหตุของการฆ่าตัวตาย
การฆ่าตัวตายแบบพลีเพื่อคนอื่น หรือ
Altruistic Suicide เกิดขึ้นจากการที่ปัจเจกมีความรู้สึกผูกพันกับกลุ่มรวมทั้งยึดมั่นในรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตและค่านิยมของกลุ่มเป็นอย่างมาก
แต่การฆ่าตัวตายในลักษณะ Egoistic Suicide เกิดขึ้นจากการที่บุคคลปลีกตัว
ขาดความผูกพันที่แนบแน่น หรือถูกโดดเดี่ยวจากกลุ่ม
3) Fatalistic
suicide เกิดขึ้นเมื่อบุคคลถูกควบคุมมากเกินไป เช่นกรณีนักโทษคุมขัง ทรมาน สูญสิ้นตัวตนและอิสรภาพในอนาคต จึงมีทางเลือกคือ ตายดีกว่าอยู่
4) Anomic
suicide ตัวนี้น่าสนใจมาก
มันคือการฆ่าตัวตายที่เกิดจากความไร้ระเบียบแบบแผนในสังคม
เนื่องจากสังคมที่แข็งแกร่งในทัศนะของ Durkhiem คือสังคมที่มีแบบแผน
มีบรรทัดฐานที่สร้างกฎเกณฑ์ให้แก่พฤติกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม
บรรทัดฐานจะเป็นสิ่งที่ชี้นำให้เห็นว่าอะไรที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ดังนั้น
บุคคลจะประเมินความเหมาะสม ความดีงาม ความสมควรตามบรรทัดฐานที่แข็งแกร่งนี้
แต่เมื่อบรรทัดฐานอ่อนแอลง
สังคมไร้ปึกแผ่น สมาชิกในสังคมจะเกิดความรู้สึกไม่มั่นคง สับสนกับความไม่สอดคล้องของสิ่งที่ต้องการกับวิธีการที่สังคมกำหนด
Durkhiem
เรียกว่าภาวะที่ปราศจากกฎเกณฑ์ (Anomie) ดังนั้นการฆ่าตัวตายแบบ
Egoistic Suicide และการฆ่าตัวตายแบบ Anomic Suicide เกิดขึ้นจากการที่สังคมมีความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกันในระดับต่ำ และบุคคลต้องแบกรับความสับสนและความรู้สึกไร้ที่พึ่งอย่างสูง

รตพร ปัทมเจริญ (2552) อาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์
แห่ง ม.อ. ยกกรณีการฆ่าตัวตายของหญิงชาวมาเลนีเซียในแถบปาปัวนิวกินี ที่มีลักษณะสังคมชายเป็นใหญ่
มีความเชื่อว่าหากหญิงที่ตายด้วยความอาฆาตแค้น วิญญาณของพวกเธอจะตามอาฆาตสามีหรือคนที่ทำให้เธอตาย
พวกเธอจึงมักฆ่าตัวตายในช่วงเช้ามืดในที่ที่ผู้คนในชุมชนจะเห็นเธอจำนวนมาก
และอาจฆ่าลูกสาวที่จะเติบโตไปดูแลสามีตามเธอไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สามีของเธออับอายและสามีจะเผชิญหน้ากับความโกรธแค้นของญาติพี่น้องฝั่งภรรยา
การฆ่าตัวตายของพวกเธอจึงสะท้อนภาวะ Anomie เนื่องจากโครงสร้างสังคมที่กดขี่ทางเพศ ทำให้ผู้หญิงอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่า
การเกิดความรู้สึกอดสู ทำให้ผู้หญิงมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ที่ไร้อำนาจ ไม่สามารถที่จะต่อรองหรือกระทำในสิ่งที่ต้องการได้
และไม่ได้รับความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยภายใต้กฎเกณฑ์บรรทัดฐานทางเพศนี้ จึงเกิดสับสนในสิ่งที่ผู้หญิงต้องการว่าไม่สอดคล้องกับวิธีการที่สังคมกำหนด
เพื่อส่งเสียงของความสับสนนี้ เธอจึงตาย (ดูเพิ่มใน การฆ่าตัวตาย :
ปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม ใน วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่
5 ฉบับที่ 2 ก.ค. - ธ.ค. 2552 หน้า 7-23)
ในภาพที่กว้างขึ้น
เมื่อเราพูดถึงการฆ่าตัวตายในภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน อาจเป็นการฆ่าตัวตายได้
2 ลักษณะ คือ แบบเพื่อคนอื่น และ แบบ Anomie
บางรายเป็นการพลีร่างเพื่อประท้วงต่อระบบบริหารราชการ เช่นกรณีหน้ากระทรวงการคลัง
บางรายฆ่าตัวตายด้วยเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วหลังการปิดเมือง
จนเกิดภาวะที่ปัจเจกบางรายปรับตัวไม่ทันและสับสน เมื่อความคาดหวังที่จะได้รับการเยียวยาหรือการบริหารที่รัฐจัดหาให้ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐาน
เรื่องความเป็นธรรมในสังคม หลายคนเผชิญคำถามกับความสอดคล้องนี้
ระหว่างนั้นหลายคนจึงตาย
และที่สำคัญในข่าวการฆ่าตัวตายหลายครั้งที่ผ่านมาผู้ตายจงใจทิ้งหลักฐานแสดงให้เห็นความคับข้องใจมากกว่าการถูกแปลกแยกจากสังคม
เช่น กรณีผู้พิพากษาศาลยะลาชนชั้นกลางในสังคมที่จงใจจัดวางพื้นที่ยิงตัวตาย เพราะประท้วงบรรทัดฐานในวงการราชการ
หรือกรณีนักผจญเพลิงชาวเชียงใหม่ฆ่าตัวตายประท้วงการจัดการดับไฟป่า การฆ่าตัวตายในปัจจุบันจึงสะท้อนความสับสนและความเปราะบางของแบบแผนทางสังคมชัดกว่าที่เคย
การฆ่าตัวตายเป็นแบบแผนการประท้วง การต่อต้าน และความขุ่นข้องใจ
เพราะความต้องการและผู้อำนาจกำหนดกฎเกณฑ์ทางสังคมไม่สอดคล้องกัน การตายจึงเป็นการพลีสังเวยเพื่อต่อรองความอาฆาตนี้
เช่นเดียวกับหญิงสาวเมลานีเซียน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น