Renaissance คือ อะไร

Renaissance หรือการเกิดใหม่ คือ การเกิดใหม่ของอะไรกันแน่? บทความนี้ชวนหาคำตอบผ่านฝีแปรงของศิลปินชื่อก้อง "ราฟาเอลโล" ในภาพ School of Athens 


ในสมัย Renaissance (ศตวรรษที่ 14 -16) หรือการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เขาฟื้นฟูอะไรกัน?

เมื่อพูดถึงการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในเเง่ช่วงเวลา ศตวรรษที่ 14 -16 ประวัติศาสตร์เล่าเพียงว่าขณะนั้นยุโรปกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง หลังจากคริสตจักรครองอำนาจในยุคกลางยาวนานกว่าพันปี สงครามครูเสดสงบลง และการค้าขายในทวีปรุ่งเรืองขึ้นมีความมั่งคั่งขึ้น 

เมื่อมองไปที่วิธีคิดของคนเมื่อการลงทุนเเล้วมั่งคั่งแสดงว่าคนเริ่ม "ครุ่นคิด" กับปัจจุบัน ความเป็นปัจเจกบุคคล และความเป็นมนุษยนิยม เริ่มก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้งหลังจากยุคกรีก-โรมัน หรือยุค "คลาสสิก" บางตำราอาจกล่าวอย่างอาจหาญว่า เกิดนักคิด นักประดิษฐ์ ศิลปินที่ใช้หลักวิทยาศาสตร์ท้าทายอำนาจความงมงายของคริสตศาสตร์ที่ครอบครองคำอธิบายโลกไว้เพียงแต่ผู้เดียว

หลากหลายตำราที่เล่าเรื่อง เรอเนสซองค์ (Renaissance) ก็พูดถึงเค้าโครงเดียวกันว่านี่คือยุคสว่างไสวรุ่งเรืองและกำลังนำโลกไปสู่ยุคสว่างทางปัญญา (Age of Enlightenment)

หากย้อนกลับพิจารณารากศัพท์เสียนิด Renaissance ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Rebirth หรือเกิดใหม่ หมายความว่ามีสิ่งที่เกิดอยู่ก่อนแล้วและจางหายไปจึงมีกระบวนการรื้อฟื้นขึ้น

กระบวนการ "รื้อฟื้น" ที่ว่านี้ เกิดขึ้นในคาบสมุทรอิตาลี อย่างน้อยก็เท่าที่ตำราและหลักฐานประวัติศาสตร์บอกเรา 

ที่อิตาลี นักคิด นักเขียน นักประดิษฐ์ ศิลปินอาศัยอยู่ท่ามกลางโบราณสถานของชาวโรมันจำนวนมากที่เคย "เกิด" แล้วดับไป พวกเขามองที่โบราณสถานแล้วนั่งนึกคิดและจินตนาการถึงประวัติศาสตร์และยุครุ่งเรืองของมนุษย์ที่ผ่านมา พวกเขาเริ่มถอดแบบและใคร่ครวญมัน 

ขณะเดียวกันเมื่อสงครามครูเสดสงบ การเดินทางค้าขายกับจักรวรรดิออตโตมันเริ่มคึกคัก ตอนนั้นคัมภีร์และตำราที่จารด้วยอักษรกรีก ซึ่งถูกเก็บไว้ในอาณาเขตของพวกเติร์ก เริ่มได้รับความสนใจและศึกษา เช่นเดียวกับองค์ความรู้ของชาวตะวันออกใกล้ เปอร์เซีย บาบิโลน ที่เกิดร่วมสมัยกับชาวกรีก สะท้อนภูมิปัญญารุ่งเรืองของมนุษย์  ในการนี้องค์ความรู้แบบกรีกโรมันจึงถูกฟื้นฟู

การศึกษา เปลี่ยนแปลงความคิดเเละสงคราม แต่การศึกษาของชาวยุโรปไม่เหมือนบ้านเรา เขายึดเอาปวงปรัชญาเป็นฐานการศึกษาในยุคกลางหรือยุคมืด ปรัชญาคริสตศาสนา เป็นแกนกลางของการศึกษา แต่เมื่อเริ่มศึกษา "ใหม่" อีกครั้งจากความพร้อมพรั่ง ซึ่งว่าด้วย "การถกเถียง" หรือ วิภาษณ์วิธี ที่จะนำไปสู่ความรู้ใหม่ๆ

หลายคนมองว่ามันคือการที่ยุคเก่าปะทะความรุ่งโรจน์ของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นประเด็นการศึกษาใดๆ ก็ตามจะต้องถกเถียงเชิงความคิด หักล้างด้วยเหตุผล แล้วพิสูจน์ด้วยทฤษฎีหรือการทดลอง ซึ่งกลายเป็นที่มาของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในภายหลัง


คนยุคนั้นจึงยกเอา "ตัวพ่อสองคน" ที่เป็นแกนกลางปรัชญาตะวันตกเป็นฐานการศึกษา "เพลโต" และ "อริสโตเติล"

Scuola di Atene หรือ School of Athens.(1509-1511) วาดโดย Raffaello Sanzio da Urbino

ราฟาเอลโล จิตรกรเอกแห่งยุคทองของสมัยเรอเนสซองค์ (ศตวรรษที่ 1509-1511) ได้วาดภาพปูนเปียกชื่อ "School of Athen" ขึ้นประดับผนังวิหาร Apostolic Palace ที่ Vatican ซึ่งประกอบไปด้วยนักปรัชญาคนสำคัญต่างๆ ในอริยาบถที่ต่างกัน

ราฟาเอล ได้ประจงจัดวางแกนกลางของปรัชญาตะวันตกยุคใหม่ (ยุคใหม่ของเขาก็คือยุคเรอเนสซองค์ของเขานั่นแหละ) ไว้ตรงกลางซึ่งเป็นจุดรวมสายตาของภาพขนาดมหึมานั้น "เพลโต" และ "อริสโตเติล"

เพลโต เป็นชายแก่ ถือตำราที่ชื่อว่า Timaeus ซึ่งเป็นงานอภิปรัชญาว่าด้วยเรื่องโลกกำเนิดมาได้อย่างไร และสิ่งต่างๆ ที่เรารู้จักกันนั้น "ความจริงแท้" คืออะไร หรือเรื่องของ "Form" หรือโลกของแบบ

ในมือของอริสโตเติลถือหนังสือชื่อ ETHICA หรือชื่อเต็มคือ Nicomachean Ethics ซึ่งว่าด้วยชีวิตที่ดีสำหรับโลกนี้

อากัปกริยาทั้งสองประกอบตำราในมือ บอกเราได้ทันทีว่าทั้งสองกำลัง "ถกเถียง" คือ มือที่ชี้ขึ้นฟ้าของเพลโตคือการพูดเชิงนามธรรม เป็นปรัชญาว่าด้วยโลกและสิ่งสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นความจริงแบบจิตนิยมก็ว่าได้ 

ส่วนอริสโตเติล ผายมือลงต่ำเพื่อบอกว่าให้พิจารณาที่การกระทำอันเป็นรูปธรรม หรือจริยศาสตร์ในโลกความจริง จิตนิยม/วัตถุนิยม นามธรรม/รูปธรรม

เมื่อเรามองว่านี่คือแกนกลางแห่งปรัชญาการศึกษาที่เปลี่ยนโลกยุคใหม่ การถกเถียงระหว่างหลักการคิดหรือการตระหนักรู้เกี่ยวกับความจริง ย่อมนำไปสู่การออกแบบปฏิบัติการหรือการกระทำที่เหมาะสมแก่บริบท และที่ดีงามสมความเป็นมนุษย์


อันนี้คือ "วิภาษณ์วิธี"


นี่คือรากแห่งการศึกษา และรากที่นำเราไปสู่ "ประชาธิปไตย"







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ระบบความเชื่อ “ศิลป์ พีระศรี” : ศาสนา อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ทางสัญลักษณ์

Praxis/Practice ว่าด้วย “ปฏิบัติการ”

Dark Anthropology